เปิดตัวขีดความสามารถ Hybrid Multi-Cloud ใหม่ ทลายข้อจำกัดระหว่างการทำงานบนระบบภายในองค์กร และคลาวด์
เน็ตแอพ® (NASDAQ: NTAP) บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ ประกาศเปิดตัวขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud พร้อมระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงสุดในการรองรับทุกเวิร์กโหลด พร้อมช่วยให้องค์กรนำกลยุทธ์ด้านข้อมูลสมัยใหม่มาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งบนระบบภายในองค์กร (On-Premises) และคลาวด์ พร้อมคำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูล การกำกับดูแล และการควบคุมการใช้ทรัพยากร
ปัจจุบันแอปพลิเคชันระดับองค์กรและเวิร์กโหลดด้าน AI มีการทำงานครอบคลุมบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ระบบภายในองค์กร (On-Premises) คลาวด์สาธารณะ (Public Clouds) คลาวด์ในเขตอธิปไตยเฉพาะ (Sovereign Regions) ไปจนถึงสถาปัตยกรรม AI Factory ที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้องค์กรต้องการมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น แต่ยังต้องมีรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน เพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับข้อกำหนดด้านการกำกับดูแล ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ประสิทธิภาพ และการควบคุมข้อมูลให้เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่ ในขณะเดียวกัน การบริหารจัดการที่ยังอาศัยคนดำเนินการ เครื่องมือที่แยกส่วน และกลยุทธ์ด้านข้อมูลที่ขาดการเชื่อมโยง อาจส่งผลให้องค์กรดำเนินงานและพัฒนานวัตกรรมล่าช้า เพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินงาน และทำให้ควบคุมต้นทุนได้ยากขึ้นเมื่อการใช้งานขยายตัวในระดับองค์กร
Sandeep Singh รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Platform ของ เน็ตแอพ กล่าวว่า “สถาปัตยกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลเป็นตัวกำหนดว่าแต่ละเวิร์กโหลดจะทำงานอย่างไร ลูกค้าไม่ควรต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพและความสามารถในการควบคุมระบบจากโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร กับความยืดหยุ่นของคลาวด์ ขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud ของเน็ตแอพ ช่วยให้องค์กรทลายข้อจำกัดระหว่างสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้ระบบทำงานได้ด้วยตนเองมากขึ้น และวางกลยุทธ์ด้านข้อมูลโดยมีประสิทธิภาพ อธิปไตยของข้อมูล และการควบคุมเป็นหัวใจสำคัญ”

ขีดความสามารถใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้ช่วยต่อยอด NetApp Platform ทั้งด้านการควบคุมระบบอัตโนมัติ ความคุ้มค่าที่มากขึ้น บริการ Storage-as-a-Service ที่คำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูล และการบริหารจัดการที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อม Hybrid Multi-Cloud ได้กว้างขึ้น ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์สาธารณะได้อย่างสอดคล้องกันมากขึ้น ลดความเสี่ยงด้านต้นทุนเมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น และยังคงควบคุมได้ว่าข้อมูล การสนับสนุน ข้อมูล Telemetry และการดำเนินงานต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้พื้นที่และเงื่อนไขที่องค์กรกำหนด
ขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud ประกอบด้วย:
- NetApp Keystone Sovereign ช่วยให้องค์กรมีกรอบการกำกับดูแลข้อมูลในระดับภูมิภาคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเสริมความเชื่อมั่นในการตอบสนองความคาดหวังด้านอธิปไตยของข้อมูล รวมถึงข้อกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับถิ่นที่ตั้งของข้อมูล หรือ Data Residency และการเข้าถึงระบบเพื่อการดำเนินงาน โดยลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) สามารถใช้กลไกควบคุมด้านอธิปไตยของข้อมูลได้แล้ว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดในแต่ละภูมิภาคและการจัดการถิ่นที่ตั้งของข้อมูล ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการกำหนดสถานที่จัดเก็บข้อมูล โดยรวมถึงปัจจัยด้านถิ่นที่ตั้งของข้อมูล ประเด็นทางเทคนิค และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละภูมิภาค
- NetApp Console Autonomous Operations เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ ในการตามแก้ปัญหาจากการบริหารเครื่องมือที่แยกส่วนในสภาพแวดล้อม Hybrid ขนาดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนจากกระบวนการอนุมัติด้วยคน ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานตามผลลัพธ์ที่กำหนด ซึ่งสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ และทำงานได้อย่างปลอดภัยแม้ในสภาพแวดล้อมแบบ Air-Gapped โดยช่วยให้ระบบดำเนินงานได้ด้วยตนเองโดยมี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์ พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมสำหรับ NetApp Platform ช่วยให้ทีมสามารถคาดการณ์ปัญหา แก้ไขเหตุขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และบริหารความจุและต้นทุนได้อย่างเหมาะสม ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาดที่เน้น API เป็นหลัก และการประสานการทำงานของระบบด้วย Agentic AI
- NetApp Console Fleet Management ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเสมือนเป็นระบบเดียว พร้อมความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยโซลูชันใหม่นี้มอบความสามารถด้านการบริหารจัดการระบบทั้งหมด การติดตามและวิเคราะห์สถานะการทำงาน และ AI ผ่านรูปแบบการใช้งาน Console ทางเลือกที่สอง ซึ่งติดตั้งโดยตรงในสภาพแวดล้อมของลูกค้า ทำให้ NetApp Console รองรับการใช้งานในรูปแบบโซลูชันเดียวผ่าน 2 รูปแบบการให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ที่ใด
- NetApp Console AI ChatOps Interface ยกระดับการทำงานที่ต้องดำเนินการด้วยคน สู่ระบบอัตโนมัติที่ปลอดภัยและสามารถสั่งงานผ่านการสนทนา และทำงานตามผลลัพธ์ที่กำหนด ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบไอทีองค์กรที่ต้องบริหารจัดการเครื่องมือที่แยกส่วนกันในสภาพแวดล้อมHybrid ขนาดใหญ่ พร้อมรักษาการกำกับดูแลและการควบคุมไว้อย่างครบถ้วน อินเทอร์เฟซ ChatOps ใน NetApp Console ที่สั่งงานผ่านการสนทนา ช่วยให้ระบบจัดเก็บข้อมูล ONTAP ดำเนินงานได้ด้วยตนเอง จัดสรรทรัพยากรตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ระบุ และทำงานภายในขอบเขตที่นโยบายกำหนด พร้อมรองรับการจัดทำรายงานด้วย AI การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และการแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ทำงานผ่าน Open LLM Gateway ซึ่งช่วยให้ลูกค้าใช้ LLM ของตนเองเพื่อดำเนินงานด้วย AI ได้อย่างปลอดภัย โดยทุกการทำงานยังอยู่ภายใต้ประเภทการจัดเก็บข้อมูล นโยบาย และกรอบการกำกับดูแลที่กำหนดไว้
- Nutanix และเน็ตแอพ เดินหน้าความร่วมมือเพื่อช่วยให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสถาปัตยกรรม ความร่วมมือนี้ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพสภาพแวดล้อมเสมือน พร้อมรักษาคุณค่าของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิม ด้วยความยืดหยุ่นในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น การผสาน NetApp ONTAP เข้ากับ Nutanix Cloud Infrastructure ช่วยรองรับความต้องการด้านการขยายระบบ ความปลอดภัย และความคล่องตัวที่จำเป็นสำหรับเวิร์กโหลดแบบเสมือน โดยความสามารถแบบบูรณาการดังกล่าวมีกำหนดเปิดให้ใช้งานทั่วไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
การเปิดตัวขีดความสามารถใหม่ในครั้งนี้ช่วยให้ เน็ตแอพ เดินหน้ากลยุทธ์ด้านแพลตฟอร์มที่เน้นการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน การควบคุมข้อมูลภายใต้กรอบการกำกับดูแล และขยายโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการเติบโตของเวิร์กโหลดสมัยใหม่ โดยการรวมการบริหารจัดการจากหลากหลายสภาพแวดล้อมไว้ด้วยกัน พร้อมเปิดให้ดำเนินงานได้ด้วยตนเองภายใต้ขอบเขตที่องค์กรกำหนด และขยายการใช้งานแบบ As-a-Service ไปยังตลาดที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยของข้อมูล ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการเลือกพัฒนาและใช้งานระบบในสภาพแวดล้อมที่ต้องการ พร้อมดูแลข้อมูลให้พร้อมใช้งาน ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร
Dave McCarthy รองประธานกลุ่มฝ่าย Cloud and Datacenters, Enterprise Infrastructure จาก IDC กล่าวว่า “ผู้นำด้านไอทีขององค์กรกำลังเผชิญความกดดันในการรองรับเวิร์กโหลดยุค AI บนสภาพแวดล้อมที่กระจายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการกำกับดูแล การควบคุมต้นทุน และความต่อเนื่องในการดำเนินงาน กลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ของเน็ตแอพเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าวด้วยการรวมความสามารถในการดำเนินงานโดยอัตโนมัติ บริการข้อมูลที่สอดคล้องกัน การรับประกันประสิทธิภาพ และรูปแบบการใช้บริการที่คำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูลไว้บนแพลตฟอร์มเดียว แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรเลือกใช้งานเวิร์กโหลดในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมรักษาการควบคุมและความสอดคล้องในการดำเนินงานที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานซึ่งรองรับงานสำคัญขององค์กร”
ข้อมูลที่เน็ตแอพระบุเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ยังไม่เปิดตัว รวมถึงแผนงานในอนาคต มีไว้เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น โดยอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อหรือการตัดสินใจอื่นใด ข้อมูลดังกล่าวไม่ถือเป็นคำมั่น ข้อผูกพัน การรับรอง หรือการรับประกันใด ๆ จากเน็ตแอพ รวมถึงในด้านความพร้อมในการวางจำหน่ายหรือให้บริการ ฟังก์ชันการทำงาน ราคา หรือกำหนดเวลา
—









